3 ข้อแก้ตัวที่ไม่ควรใช้เมื่อคุณอยู่ในที่ทำงาน!

Posted by on May 4, 2013 in ชีวิต-งาน | 0 comments

เบนจามิน แฟรงคลิน กล่าวว่า ?คนใดก็ตามที่ถนัดเรื่องการหาข้อแก้ตัว มักจะไม่ดีในเรื่องอื่นๆด้วย? เป็นเรื่องจริงที่ว่า ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ทำงานกันเต็มเวลา จนบางครั้งเกิดเรื่องไม่คาดคิดที่ทำให้ไม่สามารถทำตามกำหนดเวลาได้ หรืออาจจะไปทำงานสายได้ แต่ขณะที่คุณต้องให้คำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คุณไม่ควรกล่าวคำแก้ตัว เพราะคำแก้ตัวไม่ได้ช่วยให้คุณรักษาหน้าตาคุณเอาไว้ได้ และที่สำคัญยังถือเป็นการเสี่ยงที่จะทำลายความสัมพันธ์ในที่ทำงานอีกด้วย หรือที่แย่ไปกว่านั้น จะเป็นการทำให้หัวหน้าเชื่อว่าคุณไม่มีความสามารถในการปฏิบัติงานอีกด้วย แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่าง ?คำอธิบายกับคำแก้ตัว??? มีคำแก้ตัวไม่มากที่ใครๆก็ใช้กัน และทำให้คนฟังไม่เชื่อว่าคุณพูดความจริงเสียด้วย ต่อไปนี้คือ 3 ข้อแก้ตัวยอดฮิต ที่มักจะได้ยินในทุกออฟฟิศ และเหตุผลว่าทำไมคุณถึงควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้ข้อแก้ตัวเหล่านี้ ?1. Fjallraven Kanken Big มาสาย…แล้วโทษว่าเป็นความผิดของรถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดิน ถูกต้องที่ว่า รถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดินอาจเกิดการขัดข้อง และคุณไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ถ้าเกิดเหตุขัดข้องถึง 9 ใน 10 ครั้ง คุณควรหาหนทางอื่นที่จะทำให้คุณมาทำงานได้ทันใช่หรือไม่ เพราะสำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆที่ โตแล้ว และมีความรับผิดชอบ คงจะมาคอยโทษว่าเป็นความผิดของรถสาธารณะที่ทำให้เรามาสายอยู่ตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้ ซึ่งถ้าคอยแก้ตัวแบบนี้ หัวหน้าของคุณคงไม่พอใจเป็นแน่ ดังนั้น ควรลองบอกเหตุผลอย่างจริงใจ ถึงแม้จะค่อนข้างเสี่ยง เพราะยังไงหัวหน้าของคุณก็เป็นปุถุชนเช่นกัน เขาคงเคยมีช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าเช่นกัน ดังนั้น บอกเหตุผลจริงๆกับหัวหน้าไปเลยดีกว่า เช่นว่า คุณเพลียมากจริงๆ เพราะการยอมรับตามตรง หมายความว่าคุณกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแทนที่จะโทษอย่างอื่นไปเสีย 2. Nike Air Max 1 Pas Cher ฉันกำลังรอสายจากคนสำคัญโทรกลับมา? ใครที่ทำงานอยู่แผนกบัญชี หรือฝ่ายบุคคล หรือที่ทำการไปรษณีย์มักจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างมากที่สุด เมื่อไม่สามารถทำงานให้สำเร็จตามกำหนดการที่วางไว้ สิ่งสุดท้ายที่หัวหน้าอยากจะได้ยินเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งงาน หรือเมื่อพลาดกำหนดส่งงาน คือความผิดพลาดนั้นเกิดเพราะใครคนอื่น ยิ่งถ้าคุณมีหน้าที่ที่ต้องรายงานให้หัวหน้าทราบถึงความคืบหน้าหรือสถานะของโครงการที่ทำอยู่แล้วล่ะก็ หมายความว่าคุณต้องคอยดูให้แน่ใจอยู่เสมอว่างานทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ซึ่งก็หมายความว่าไม่ว่าคนอื่นจะทำอะไร คุณต้องแน่ใจว่างานยังดำเนินต่อไปได้ การที่คุณใช้ข้อแก้ตัวนี้ จะทำให้หัวหน้าเห็นว่าคุณไม่ได้เรื่อง และคุณยังเสียมิตรภาพกับบุคคลที่คุณกล่าวอ้างอีกด้วย ดังนั้นที่ควรทำคือ รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ คอยติดตามอัพเดทความคืบหน้าของแต่ละคน รวมไปถึงความล่าช้าที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งคุณจะได้สรุปให้หัวหน้าทราบไว้ล่วงหน้า 3.

Read More

ทำอย่างไรที่จะทำให้ To do list สำหรับปีใหม่เป็นจริง?!

Posted by on Jan 6, 2013 in ชีวิต-งาน | 0 comments

เห็นแต่ละคนโพสต์กันว่อนเน็ตว่า “แผนปี 2013″ ของตัวเองจะทำอะไร จะเป็นอะไร จะเปลี่ยนอะไร?

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของแผนนั้น แต่กลับเป็นการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองเพื่อจะเดินตามและทำแผนนั้นให้สัมฤทธิ์ผล! ซึ่งหากมาวัดกันจริงๆ น้อยคนมากๆ ที่จะนำ Todolist ของตัวเองมาทำจนสำเร็จ

ลองมาดูคำแนะนำ ดีๆ ที่จะเป็ฯแนวทางให้คุณยึดมั่นคำสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในปีใหม่กันเลยค่ะ

* เผชิญหน้ากับมัน คนส่วนใหญ่ไม่สามารถยึดมั่นกับคำสัญญาที่ตั้งไว้ได้ และอีกหลายคนถึงกับปฏิญาณว่าจะไม่ให้คำสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆอีก?แต่คนที่เหลือก็ยังหวังว่าเมื่อปีใหม่มาถึง เราก็จะสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ และเราจะไม่ต้องชะงักติดกับเรื่องแย่ๆเหมือนปีที่ผ่านมา

ลองอ่านแนวทางต่อไปนี้ เพื่อให้คุณบรรลุปณิธานที่คุณได้ตั้งใจไว้

ปัญหาของคำสัญญาที่อยากจะเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ก็คือ มีความอยากที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง และแรงบันดาลใจ มักจะหมดลงภายในไม่กี่อาทิตย์ และความพยายามที่จะปรับปรุงตัวเองก็หายไปอย่างรวดเร็ว

ปณิธานปีใหม่มักล้มเหลวเพราะเหตุผลดังนี้

เราพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมากเกินไปในคราวเดียว ทำให้เราไม่สามารถที่จะโฟกัสกับสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงนิสัยหลายๆอย่างในคราวเดียวจะเป็นไปได้ยาก และไม่มีประสิทธิภาพที่ดี

เรามีความกระตือรือร้น และแรงบันดาลใจจำกัด และมันก็หมดลงเพราะเราพยายามทำมากเกินไป ในเวลากระชั้นชิด เรามักจะใช้พลังงานทุ่มเททำในช่วงแรกจนทำให้หมดพลังเร็วเกินไป

เราพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ยากๆอย่างทันที เหมือนการหักดิบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ทำให้เกิดความท้อถอยได้ง่าย และเลิกราไปในที่สุด

ราพยายามที่จะ ?บังคับ? และเปลี่ยนนิสัยที่เป็นอยู่ แต่ธรรมชาติของเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้นานนัก ถ้าเราไม่ต้องการทำอะไรบางอย่างจริงๆ เราก็คงไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบได้นาน จริงไหมคะ

มีหลายสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทำให้เราไม่สามารถยึดมั่นในปณิธานที่ตั้งไว้

ปณิธานที่ตั้งไว้กว้างเกินไป เช่น ฉันจะออกกำลังกาย แต่ไม่ได้คิดไว้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร

และเมื่อทราบเหตุผลที่ทำให้ปณิธานที่เราตั้งไว้ล้มเหลวแล้ว ก็ลองมาดูวิธีแก้ไขกันดีกว่า

  • เราควรตั้งใจที่จะปรับนิสัยเพียงครั้งละ 1 อย่าง เพื่อที่เราจะได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มที่
  • เราควรมีลำดับขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะไม่ออกนอกลู่นองทาง
  • เราควรเริ่มจากเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ง่ายที่สุดก่อน เพื่อให้มีกำลังใจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ใหญ่ขึ้นไปอีก
  • เรามีเวลา 2 เดือนที่จะเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมาในระหว่างนั้นโดยไม่คาดคิด เราต้องหนักแน่นที่จะกลับมาเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
  • เรามีแผนการเปลี่ยนแปลงที่เฉพาะเจาะจง พร้อมทั้งวิธีที่จะใช้ในการเปลี่ยนแปลงด้วย

หากคุณยึดมั่นกับวิธี คุณก็จะสามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าปีที่ผ่านๆมา คุณจะสามารถโฟกัสไปที่การเปลี่ยนแปลงระยะยาว และยังคงรักษาความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงได้นานขึ้น และในที่สุดคุณก็จะมีนิสัยที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง

วิธีทำให้แผนปีใหม่ของคุณเป็นจริงมีดังนี้

  • เลือกสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสำหรับปีใหม่มา 6 อย่าง
  • เลือก 1 ใน 6 อย่างเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงอันดับแรก
  • ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยนี้ให้ได้ภายใน 2 เดือน หากเป็นไปได้ ควรประกาศความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงต่อหน้าสาธารณะ เพื่อมีสักขีพยาน
  • แจกแจงออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆอีก 8 ขั้น เริ่มจากขั้นตอนที่ง่ายที่สุดก่อน เช่น ถ้าคุณตั้งใจที่จะเริ่มใช้ไหมขัดฟัน ขั้นแรกก็ควรเริ่มจากการใช้ไหมขัดฟันในเวลาเดิมทุกคืน
  • เลือกตัวกระตุ้นในการเปลี่ยนนิสัยของคุณ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่คุณทำเป็นกิจวัตร เช่น กินข้าวเช้า แปรงฟัน อาบน้ำ ตื่นนอน มาถึงที่ทำงาน ออกจากที่ทำงาน กลับบ้านในตอนเย็น
  • ทำสิ่งแรกที่ง่ายที่สุดก่อนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และโพสต์ความคืบหน้าให้ทราบทั่วกัน
  • แต่ละสัปดาห์ ให้เริ่มขั้นตอนที่ยากขึ้นทีละนิด คุณอาจจะต้องการก้าวหน้าได้ไวขึ้น แต่อย่าทำอย่างนั้น เพราะคุณกำลังสร้างนิสัยใหม่ ดังนั้นควรทำซ้ำๆจนครบ 8 สัปดาห์

ขอให้ทุกแผนดีๆ ที่จะเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ล้วนเกิดขึ้นจริง และนำพาความถาคภูมิใจมาสู่ตัวคุณและคนรอบตัวในเร็ววันนะคะ

 

Read More

กล้าที่จะก้าว…สู่ความท้าทายใหม่ๆ ดีอย่างไร?

Posted by on Jan 5, 2013 in ชีวิต-งาน | 0 comments

คนทั่วไปมักจะหลีกเลี่ยงอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่สะดวกสบาย หรือทำให้อึดอัดใจ เหมือนการกลัวโรคระบาด อันที่จริงก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะหลบหลีกจากสิ่งที่อาจทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือความไม่สบายใจ แม้ว่าจะไม่ใช่การคุกคามทางร่างกาย แต่เมื่อใจปั่นป่วนก็ทำให้สมองของเราสั่งให้เรากลับไปยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ และวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาด ซึ่งอาการทั้งหมดนี้เรียกสั้นๆ ว่า Comfort Zone

แต่จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อการยึดติดกับรูปแบบเดิมๆได้ทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จ ขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่ก้าวหน้าในอาชีพการงาน

เมื่อเราทุกคนอยู่กับความคุ้นเคย และความสะดวกสบายมากเกินไป ก็เสี่ยงที่จะพลาดโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง หรือคว้าสิ่งสร้างสรรค์ในขั้นต่อไปของอาชีพ เพราะความพึงพอใจที่มีอยู่ทำให้เราซุกซ่อนความคิดที่จำสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และอาจทำให้เราติดกับ กับการไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอาชีพ ขาดแรงบันดาลใจ และไม่มีความลุ่มหลงในงานที่ทำอยู่

ไม่ว่าการลองสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ไม่เคยรู้จักนั้นจะน่ากลัวมากแค่ไหน นี่คือคำเชิญให้คุณดึงตัวตนของคุณออกมา เพื่อที่คุณจะได้เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่คุณควรจะเป็น

คนที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงได้ค้นพบพลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และทำให้เกิดความก้าวหน้าทั้งในเรื่องส่วนตัว และการทำงาน แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ หรือได้มาในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการที่เขากล้าที่จะเลือก ที่จะก้าวออกจากความคุ้นเคย และความสะดวกสบาย ซึ่งภายในใจลึกๆ พวกเขาก็รู้ดีว่าการกระทำดังนี้เป็นเรื่องที่จำเป็น ที่จะทำให้ก้าวหน้าต่อไป และยังทำให้พวกเขาก้าวเข้าใกล้เป้าหมาย และบรรลุเป้าหมายในที่สุด

ถ้าคุณพบว่าตัวเองเริ่มนิ่งนอนใจ หรือติดขัดเมื่อคุณต้องการความสร้างสรรค์ หรืออาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ บางทีอาจจะถึงเวลาที่คุณจะได้ประเมินตัวเองว่าคุณอยู่ในความคุ้นชินเกินไปหรือไม่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ วิธีใหม่ๆในการทำสิ่งต่างๆ พยายามลองทำสิ่งที่แตกต่างจากเดิม อะไรที่ทำให้คุณไม่กล้าที่จะก้าวออกไป

จงพิจารณาคำถามต่อไปนี้…

  • อะไรคือสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยง? (การพัฒนาทักษะใหม่ๆ การโทรศัพท์หาลูกค้าคนสำคัญ เริ่มดำเนินการทำงานรูปแบบใหม่ การส่งงาน การตัดสินใจในหน้าที่การงาน ฯลฯ
  • การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จในความคิดสร้างสรรค์หรือไม่?
  • คุณจะได้รับอะไรจากการก้าวออกจากความไม่คุ้นชิน?
  • อะไรกันแน่คือ ฝัน หรือ เป้าหมายชีวิตคุณ?
  • อะไรคือ 3 ขั้นตอนที่คุณควรลงมือทำ เพื่อที่จะก้าวสู่ความท้าทาย

ถามและหาคำตอบด้วยตัวเราเอง จากนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำต่อไปคือ…ลงมือทำเลย!

Read More

เช็กสุข-ทุกข์ในใจตัวเองได้จาก 2 คำถามนี้!

Posted by on Dec 23, 2012 in ชีวิต-งาน | 0 comments

ผลวิจัยระบุแล้วว่าการเครียดมีผลร้ายแรงเท่ากับการสูบบุหรี่ 5 มวน นี่เองถึงเป็นเหตุผลให้เราได้ยินข่าวหลายที่แข็งแรง หน้าที่การงานดี มีเงินใช้ แต่จู่ๆ กลับป่วยอย่างรุนแรง ซึ่งสาเหตุหลักก็คือ ความเครียดสะสมนั่นเอง

ดังนั้นก่อนที่เราจะต้องสะสมสิ่งที่ใครๆ ในโลกก็ไม่ต้องการโดยไม่รู้ตัว เราสามารถเช็กระดับความสุข-ทุกข์ของเราด้วย?2 คำถามที่คุณควรถามตัวเองทุกเช้า ดังนี้ค่ะ

1. คุณรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่คุณเลือกขณะอยู่บ้านหรือไม่?

2. คุณรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่คุณเลือกขณะอยู่ที่ทำงานหรือไม่?

เราอาจจะไม่อยากตอบคำถามเหล่านี้ เพราะคิดว่ามันง่ายเกินไป แต่อันที่จริงแล้วคำถามง่ายๆนี้เป็นการเตือนให้เราให้ความใส่ใจกับสิ่งที่เราเลือกในปัจจุบัน มากกว่าผลลัพธ์จากสิ่งที่เราเลือก ผลลัพธ์ของเรา ไม่ว่าเรากำลังประสบความสำเร็จหรือต้องเผชิญกับความล้มเหลว อันที่จริงมันเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่เราเลือกต่างหาก ลองมาดุกันว่าคำถาม 2 ข้อนี้จะช่วยเราได้ยังไงบ้าง

ในช่วงเวลาที่ล้มเหลว มีช่วงเวลาที่ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อบางสิ่งไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการทั้งที่ทำงานและที่บ้าน เราอาจจะบ่นถึงสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะไม่พอใจ เราอาจจะเริ่มรู้สึกท้อแท้? แต่ถ้าเราถาม 2 คำถามนี้ทุกเช้า เราก็สามารถมุ่งพลังงานของเราไปถึงสิ่งที่เราจะเลือกทำได้ เลือกที่จะทำบางอย่างให้ยุ่งเหยิง? ก็ทำได้ เราสามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ เราอาจจะถามว่าเราภูมิใจกับสิ่งที่เราเลือกในขณะนี้หรือไม่

ในช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จเป็นครูที่แย่ เพราะมันจะคอยสอนให้เรา ไม่ลงทุนลงแรงในสิ่งที่ประสบความสำเร็จแต่เริ่มแรก

ความจริงแล้ว เราไม่สามารถไว้ใจกับความสำเร็จ และความล้มเหลวได้ เพราะมันเป็นเพียงภาพลวงตา

หากคุณถาม 2 คำถามนี้กับตัวเอง และไตร่ตรองให้ดีถึงสิ่งที่เราเลือกที่เหมือนจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆในขณะนั้น บางทีเราอาจจะรู้สึกว่ายุ่งมากเกินกว่าที่จะคิดถึงชีวิตของเราเองอย่างจริงจัง แม้ว่าความล้มเหลวอาจจะเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียใจ แต่จริงๆแล้วอาจจะเป็นแค่ว่าเราไม่มีความกล้าพอที่จะใช้ชีวิตตามแบบของตัวเองจริงๆ แต่ใช้ชีวิตตามที่คนอื่นอยากให้เป็น

หากคุณลองถาม 2 คำถามนี้ทุกวัน คุณอาจจะมีคำตอบดีๆให้กับตัวเอง และเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใสกับสิ่งที่คุณเลือกที่จะทำ และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร คุณก็ภูมิใจกับสิ่งที่คุณได้เลือกแล้ว

ความทุกข์ผ่านเข้ามาแล้วก็ต้องผ่านไป หากเราไม่เก็บทุกข์นั้นไว้? ความสุขก็มีมาตลอดเช่นกัน เพียงคุณเปิดใจรับกับความสุขนั้น

ปิดท้ายบทความด้วยการมอบเพลง “ทะเลใจ” ในแบบ Cover น่ารักจากสองสาว ตุ๊กตาและแพท กับกีตาร์โปร่งคู่ใจ เชื่อว่าทั้งความหมายของเพลง และเสียงร้องสไตล์ป็อป ย่อมทำให้คุณอุ่นใจมากยิ่งขึ้นแน่นอนค่ะ

สุข…ทุกข์ อยู่ที่ใจ เมื่อใดที่รู้ทันมัน ก็จะเข้าใจในชีวิตมากขึ้น!

Read More

3 สิ่งที่ทุกบริษัทต้องทำก่อนสิ้นปี

Posted by on Dec 21, 2012 in ชีวิต-งาน | 0 comments

ทุกบริษัทช่วงสิ้นปีไม่เพียงแต่หมายถึงการฉลองเทศกาลวันหยุดและการช้อปปิ้งสินค้าต่างๆในนาทีสุดท้าย แต่ยังหมายถึงช่วงเวลาที่ต้องจัดระบบให้ของบริษัทสำหรับปีหน้าฟ้าใหม่ โดยเริ่มจากถอยกลับไปมองสิ่งที่ผ่านมา และเช็คดูว่าต้องปรับปรุงอะไร และวางแผนสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง แต่การทำสิ่งเหล่านี้แน่นอนว่าจะช่วยให้ธุรกิจของเรามีทิศทางที่ดีตั้งแต่วันแรกของปีเลยทีเดียว

ลองอ่านเคล็ดลับต่อไปนี้ ที่จะช่วยให้บริษัทของคุณนำหน้าคู่แข่งในปีหน้ากันเลยค่ะ

จงวิเคราะห์ตัวเองอย่างเลวร้ายที่สุด

เป็นเรื่องง่ายมากที่จะทำให้ตัวเองอยู่แดล้อมด้วยกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับเราในทุกเรื่อง แต่อันที่จริง ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น นักธุรกิจทั้งหลายจำเป็นต้องมีคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือ ทักษะในการวิเคราะห์ตัวเอง ก่อนที่คุณจะสามารถนำพาธุรกิจให้ก้าวต่อไป คุณต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ณ ขณะนี้ธุรกิจของคุณอยู่ในทิศทางไหน ต้องประเมินว่าจุดแข็งของตัวคุณเองและธุรกิจคืออะไร และเปรียบเทียบกับคู่แข่งของคุณ คุณต้องถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ว่าธุรกิจของคุณไปได้ดีในปีนี้หรือไม่? อะไรที่ทำให้ธุรกิจไปได้ดี? อะไรที่ทำให้เกิดความผิดพลาด? อะไรคือโอกาสที่ดีในอนาคตที่จะทำให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้าต่อไปได้? เมื่อคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องมาดูว่า อะไรบ้างที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในอนาคต

ช่วงเวลาขอบคุณลูกค้า

ธุรกิจของคุณจะดีขนาดไหนก็ขึ้นกับลูกค้าของคุณ ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจขนาดเล็กต้องใช้ช่วงเวลาปลายปีถือโอกาสแสดงความขอบคุณต่อลูกค้าชั้นดี การขอบคุณลูกค้าทุกคนที่มาจับจ่ายสินค้าและบริการของคุณคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก ดังนั้น อาจจะขอบคุณเฉพาะคนที่นำกำไรมาให้ และสามารถให้ผลประโยชน์ต่อไปได้ในอนาคต เมื่อคุณสามารถระบุลูกค้าวีไอพีได้แล้ว ก็ต้องสร้างวิธีเชื่อมสัมพันธ์อันดีต่อไป อาจจะเป็นการโทรศัพท์หรือส่งจดหมายไปอวยพรปีใหม่ ซึ่งก็จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าของคุณได้ และผู้บริหารธุรกิจขนาดเล็กทุกคนพึงจำไว้ว่า หากทำให้ลูกค้าไม่พอใจ คุณอาจจะต้องเสียลุกค้าให้กับธุรกิจคู่แข่งของคุณได้

ขอบคุณพนักงานของคุณ

ไม่ว่าคุณจะมีพนักงานกี่คน แค่ 3 หรือเป็น 100 ก็เป็นเรื่องที่ดีที่คุณจะได้ขอบคุณพนักงานหรือลูกน้องของคุณในช่วงสิ้นปี อาจจะมีการประเมินความสามารถของแต่ละคนอย่างไม่เป็นทางการร่วมด้วย เพราะไม่เพียงแต่เป็นโอกาสให้คุณได้บอกให้พนักงานที่ทำตัวไม่ค่อยดีได้ปรับปรุงตัว แต่ยังเป็นการให้รางวัลกับพนักงานที่ทำดีมาตลอดปีด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจในการทำงานนั่นเอง และยังเป็นการแสดงให้พนักงานเห็นว่า คุณรับรู้การมีตัวตนและความสามารถของพวกเขาตลอดมา

เตรียมพร้อมก่อนย่อมสบายกว่า…ขอให้แผนเที่ยวปีใหม่ของทุกท่านสมหวังกันถ้วนหน้านะคะ

Read More

4 สเต็ปของการใช้ชีวิตในออฟฟิศให้สนุกยิ่งขึ้น

Posted by on Dec 13, 2012 in ชีวิต-งาน | 0 comments

 

พนักงานใช้เวลาส่วนใหญ่ในที่ทำงาน ดังนั้น คงจะดีไม่น้อยถ้าพวกเขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ที่สามารถสนุกกับการทำงานได้ เคล็ดลับต่อไปนี้ สามารถช่วยให้คุณสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ให้คุณใช้เวลาในการทำงานด้วยความสนุกสนาน ไม่ใช่ไปทำงานด้วยความเบื่อหน่าย

ลองมาดูว่าอะไรบ้างที่จะทำให้เวลา 8 ชั่วโมงในออฟฟิศสนุกยิ่งขึ้น

พักดื่มชา-กาแฟ

แม้ว่าคุณจะไม่ค่อยดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ก็อาจจะลองเสนอตัวชงชา กาแฟให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆดู เพราะนอกจากคาเฟอีนจะช่วยให้สมองแล่นแล้ว การนั่งคุยกันสักพักแบบตัวต่อต่อ ทำให้มีหลายเรื่องราวพูดคุยกัน ซึ่งย่อมจะช่วยสานสัมพันธ์คุณและเพื่อนร่วมงานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ถือเป็นการช่วยประหยัดเงินได้อีกด้วย เพราะจากรายงานจากกระทรวงพลังงานพบว่า ธุรกิจขนาดเล็กมักจะเสียเงินไปปีละหลายล้าน เมื่อพนักงานต้มน้ำร้อนเพียงเพื่อจะชงกาแฟแค่แก้วเดียว ดังนั้นการอาสาชงเผื่อคนอื่นก็เป็นประหนึ่งการฝึกเข้าสังคม และยังเป็นการช่วยกันประหยัดพลังงานอีกด้วย

แสดงความสนใจในงานของเพื่อนร่วมงาน

เมื่อคุณได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ทำไมไม่ลองถามถึงงานของพวกเขาดูว่าทำงานเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าคนอื่นๆที่ทำงานต่างจากคุณนั้นเค้าทำอะไรกันบ้าง หน้าที่อื่นๆในบริษัทเป็นอย่างไร แล้วคุณจะรู้ว่าได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญ ที่งานเข้าไม่มีอะไรเหมือนคุณเลย จากนั้นก็จะพบว่า “งานทุกงานมีคุณค่า” และคนทุกคนมีความเก่งเฉพาะด้านที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลให้เกิดความเคารพในตัวเพื่อนร่วมงานมากยิ่งขึ้นด้วย

ใช้ช่วงเวลาอาหารกลางวันอย่างคุ้มค่า

แทนที่จะนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองตลอดช่วงพักเที่ยง ลองชวนเพื่อนๆออกไปทานข้าวข้างนอก หาชาเย็นกาแฟเย็น หรือของทานเล่นรับประทานกัน เพราะการอยู่นอกที่ทำงานก็เป็นโอกาสดีที่ได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมงานมากยิ่งขึ้นเป็นการสร้างเพื่อนจริงๆ ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน

หรืออีกทางหนึ่งก็คือ ลองดูว่าคุณจะหากิจกรรมอะไรสนุกๆ ทำในที่ทำงานได้บ้าง เช่น อาจจะ ปาลูกดอกไหม ปิงปอง หมากรุกหมากฮอส พวกเกมง่ายๆที่ใช้เวลาไม่นาน สัก 10 นาทีก็เหมือนกับเปิดโอกาสให้พนักงานได้พักจากการทำงานและความกดดันที่อาจเกิดขึ้นขณะทำงาน และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับพนักงานคนอื่นๆและเพื่อนร่วมทีมได้อีกด้วย

อย่ากลัวที่จะแสดงความเห็น

เมื่อเพื่อนร่วมงานถามขอความเห็นเรื่องงานจากคุณ อย่ากลัวที่จะให้ความเห็นแบบจริงใจ เพราะการบอกแบบตรงไปตรงมาจะดีที่สุดสำหรับทุกคน ยิ่งถ้าคุณสามารถให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ที่เพื่อนร่วมงานต้องการจริงๆยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะการเสแสร้งชมว่าเพื่อนของคุณทำดีแล้ว จะส่งผลระยะยาวในการทำงานต่อไปในอนาคต

ทุกๆคนยังคงต้องเรียนรู้ในที่ทำงานอีกมาก ดังนั้นความเห็นที่ซื่อตรงจะช่วยให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น คุณอาจไม่เคยรู้ว่า การที่มีคนที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกัน จะทำให้ได้ไอเดียในการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความสร้างสรรค์มากขึ้นและยังส่งผลให้ผลผลิตของบริษัทเติบโตขึ้นได้อีกด้วย

 

Read More