Moonberri ฝากไฟล์ออนไลน์ ไว-ปลอดภัย

Posted by on Jan 7, 2013 in เว็บ-แอปฯ | 0 comments

 

ที่ผ่านมาเราเคยแนะนำวิธีฝากไฟล์ออนไลน์หลายทาง ไม่ว่าจะเป็น Dropbox, Ge.tt สำหรับปีใหม่นี้เรามีของใหม่อยากให้คุณลองใช้กันดูนั่นคือ Moonberri.com

??Moonberri.com คือ เว็บฝากไฟล์ที่สมาชิกได้พื้นี่เก็บไฟล์ฟรี 1 กิกะไบต์ นอกจากนี้เว็บนี้ยังมีคุณสมบัติเด่นๆ อีก ได้แก่

- สามารถตั้งรหัสผ่านก่อนเข้าถึงแต่ละไฟล์ได้

- สร้างแฟ้มแยกเก็บไฟล์แต่ละชุดได้

- เปลี่ยนชื่อลิงก์ได้

- ฝากความเห็นไว้ด้านล่างของไฟล์ได้

- แชร์ลิงก์เข้าถึงไฟล์่ผ่านอีเมล์ได้

วิธีการใช้งานก็ง่ายๆ เพียงเข้าไปที่? Moonberri.com จากนั้นกดปุ่ม Sign up แล้วเลือก Sign up with facebook ก็จะได้พื้นที่เก็บไฟล์ทันที

ใครกำลังหาแอปฯ หรือเว็บใช้กับงานแบบไหนอยู่ สามารถฝากความเห็นหรือคำถามไว้ที่นี่ เราจะหาเทคโนโลยีดีๆ และฟรีๆ มานำเสนอกับคุณค่ะ

 

Read More

ทำอย่างไรที่จะทำให้ To do list สำหรับปีใหม่เป็นจริง?!

Posted by on Jan 6, 2013 in ชีวิต-งาน | 0 comments

เห็นแต่ละคนโพสต์กันว่อนเน็ตว่า “แผนปี 2013″ ของตัวเองจะทำอะไร จะเป็นอะไร จะเปลี่ยนอะไร?

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของแผนนั้น แต่กลับเป็นการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองเพื่อจะเดินตามและทำแผนนั้นให้สัมฤทธิ์ผล! ซึ่งหากมาวัดกันจริงๆ น้อยคนมากๆ ที่จะนำ Todolist ของตัวเองมาทำจนสำเร็จ

ลองมาดูคำแนะนำ ดีๆ ที่จะเป็ฯแนวทางให้คุณยึดมั่นคำสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในปีใหม่กันเลยค่ะ

* เผชิญหน้ากับมัน คนส่วนใหญ่ไม่สามารถยึดมั่นกับคำสัญญาที่ตั้งไว้ได้ และอีกหลายคนถึงกับปฏิญาณว่าจะไม่ให้คำสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆอีก?แต่คนที่เหลือก็ยังหวังว่าเมื่อปีใหม่มาถึง เราก็จะสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ และเราจะไม่ต้องชะงักติดกับเรื่องแย่ๆเหมือนปีที่ผ่านมา

ลองอ่านแนวทางต่อไปนี้ เพื่อให้คุณบรรลุปณิธานที่คุณได้ตั้งใจไว้

ปัญหาของคำสัญญาที่อยากจะเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ก็คือ มีความอยากที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง และแรงบันดาลใจ มักจะหมดลงภายในไม่กี่อาทิตย์ และความพยายามที่จะปรับปรุงตัวเองก็หายไปอย่างรวดเร็ว

ปณิธานปีใหม่มักล้มเหลวเพราะเหตุผลดังนี้

เราพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมากเกินไปในคราวเดียว ทำให้เราไม่สามารถที่จะโฟกัสกับสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงนิสัยหลายๆอย่างในคราวเดียวจะเป็นไปได้ยาก และไม่มีประสิทธิภาพที่ดี

เรามีความกระตือรือร้น และแรงบันดาลใจจำกัด และมันก็หมดลงเพราะเราพยายามทำมากเกินไป ในเวลากระชั้นชิด เรามักจะใช้พลังงานทุ่มเททำในช่วงแรกจนทำให้หมดพลังเร็วเกินไป

เราพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ยากๆอย่างทันที เหมือนการหักดิบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ทำให้เกิดความท้อถอยได้ง่าย และเลิกราไปในที่สุด

ราพยายามที่จะ ?บังคับ? และเปลี่ยนนิสัยที่เป็นอยู่ แต่ธรรมชาติของเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้นานนัก ถ้าเราไม่ต้องการทำอะไรบางอย่างจริงๆ เราก็คงไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบได้นาน จริงไหมคะ

มีหลายสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทำให้เราไม่สามารถยึดมั่นในปณิธานที่ตั้งไว้

ปณิธานที่ตั้งไว้กว้างเกินไป เช่น ฉันจะออกกำลังกาย แต่ไม่ได้คิดไว้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร

และเมื่อทราบเหตุผลที่ทำให้ปณิธานที่เราตั้งไว้ล้มเหลวแล้ว ก็ลองมาดูวิธีแก้ไขกันดีกว่า

  • เราควรตั้งใจที่จะปรับนิสัยเพียงครั้งละ 1 อย่าง เพื่อที่เราจะได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มที่
  • เราควรมีลำดับขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะไม่ออกนอกลู่นองทาง
  • เราควรเริ่มจากเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ง่ายที่สุดก่อน เพื่อให้มีกำลังใจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ใหญ่ขึ้นไปอีก
  • เรามีเวลา 2 เดือนที่จะเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมาในระหว่างนั้นโดยไม่คาดคิด เราต้องหนักแน่นที่จะกลับมาเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
  • เรามีแผนการเปลี่ยนแปลงที่เฉพาะเจาะจง พร้อมทั้งวิธีที่จะใช้ในการเปลี่ยนแปลงด้วย

หากคุณยึดมั่นกับวิธี คุณก็จะสามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าปีที่ผ่านๆมา คุณจะสามารถโฟกัสไปที่การเปลี่ยนแปลงระยะยาว และยังคงรักษาความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงได้นานขึ้น และในที่สุดคุณก็จะมีนิสัยที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง

วิธีทำให้แผนปีใหม่ของคุณเป็นจริงมีดังนี้

  • เลือกสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสำหรับปีใหม่มา 6 อย่าง
  • เลือก 1 ใน 6 อย่างเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงอันดับแรก
  • ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยนี้ให้ได้ภายใน 2 เดือน หากเป็นไปได้ ควรประกาศความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงต่อหน้าสาธารณะ เพื่อมีสักขีพยาน
  • แจกแจงออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆอีก 8 ขั้น เริ่มจากขั้นตอนที่ง่ายที่สุดก่อน เช่น ถ้าคุณตั้งใจที่จะเริ่มใช้ไหมขัดฟัน ขั้นแรกก็ควรเริ่มจากการใช้ไหมขัดฟันในเวลาเดิมทุกคืน
  • เลือกตัวกระตุ้นในการเปลี่ยนนิสัยของคุณ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่คุณทำเป็นกิจวัตร เช่น กินข้าวเช้า แปรงฟัน อาบน้ำ ตื่นนอน มาถึงที่ทำงาน ออกจากที่ทำงาน กลับบ้านในตอนเย็น
  • ทำสิ่งแรกที่ง่ายที่สุดก่อนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และโพสต์ความคืบหน้าให้ทราบทั่วกัน
  • แต่ละสัปดาห์ ให้เริ่มขั้นตอนที่ยากขึ้นทีละนิด คุณอาจจะต้องการก้าวหน้าได้ไวขึ้น แต่อย่าทำอย่างนั้น เพราะคุณกำลังสร้างนิสัยใหม่ ดังนั้นควรทำซ้ำๆจนครบ 8 สัปดาห์

ขอให้ทุกแผนดีๆ ที่จะเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ล้วนเกิดขึ้นจริง และนำพาความถาคภูมิใจมาสู่ตัวคุณและคนรอบตัวในเร็ววันนะคะ

 

Read More

กล้าที่จะก้าว…สู่ความท้าทายใหม่ๆ ดีอย่างไร?

Posted by on Jan 5, 2013 in ชีวิต-งาน | 0 comments

คนทั่วไปมักจะหลีกเลี่ยงอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่สะดวกสบาย หรือทำให้อึดอัดใจ เหมือนการกลัวโรคระบาด อันที่จริงก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะหลบหลีกจากสิ่งที่อาจทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือความไม่สบายใจ แม้ว่าจะไม่ใช่การคุกคามทางร่างกาย แต่เมื่อใจปั่นป่วนก็ทำให้สมองของเราสั่งให้เรากลับไปยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ และวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาด ซึ่งอาการทั้งหมดนี้เรียกสั้นๆ ว่า Comfort Zone

แต่จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อการยึดติดกับรูปแบบเดิมๆได้ทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จ ขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่ก้าวหน้าในอาชีพการงาน

เมื่อเราทุกคนอยู่กับความคุ้นเคย และความสะดวกสบายมากเกินไป ก็เสี่ยงที่จะพลาดโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง หรือคว้าสิ่งสร้างสรรค์ในขั้นต่อไปของอาชีพ เพราะความพึงพอใจที่มีอยู่ทำให้เราซุกซ่อนความคิดที่จำสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และอาจทำให้เราติดกับ กับการไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอาชีพ ขาดแรงบันดาลใจ และไม่มีความลุ่มหลงในงานที่ทำอยู่

ไม่ว่าการลองสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ไม่เคยรู้จักนั้นจะน่ากลัวมากแค่ไหน นี่คือคำเชิญให้คุณดึงตัวตนของคุณออกมา เพื่อที่คุณจะได้เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่คุณควรจะเป็น

คนที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงได้ค้นพบพลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และทำให้เกิดความก้าวหน้าทั้งในเรื่องส่วนตัว และการทำงาน แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ หรือได้มาในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการที่เขากล้าที่จะเลือก ที่จะก้าวออกจากความคุ้นเคย และความสะดวกสบาย ซึ่งภายในใจลึกๆ พวกเขาก็รู้ดีว่าการกระทำดังนี้เป็นเรื่องที่จำเป็น ที่จะทำให้ก้าวหน้าต่อไป และยังทำให้พวกเขาก้าวเข้าใกล้เป้าหมาย และบรรลุเป้าหมายในที่สุด

ถ้าคุณพบว่าตัวเองเริ่มนิ่งนอนใจ หรือติดขัดเมื่อคุณต้องการความสร้างสรรค์ หรืออาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ บางทีอาจจะถึงเวลาที่คุณจะได้ประเมินตัวเองว่าคุณอยู่ในความคุ้นชินเกินไปหรือไม่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ วิธีใหม่ๆในการทำสิ่งต่างๆ พยายามลองทำสิ่งที่แตกต่างจากเดิม อะไรที่ทำให้คุณไม่กล้าที่จะก้าวออกไป

จงพิจารณาคำถามต่อไปนี้…

  • อะไรคือสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยง? (การพัฒนาทักษะใหม่ๆ การโทรศัพท์หาลูกค้าคนสำคัญ เริ่มดำเนินการทำงานรูปแบบใหม่ การส่งงาน การตัดสินใจในหน้าที่การงาน ฯลฯ
  • การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จในความคิดสร้างสรรค์หรือไม่?
  • คุณจะได้รับอะไรจากการก้าวออกจากความไม่คุ้นชิน?
  • อะไรกันแน่คือ ฝัน หรือ เป้าหมายชีวิตคุณ?
  • อะไรคือ 3 ขั้นตอนที่คุณควรลงมือทำ เพื่อที่จะก้าวสู่ความท้าทาย

ถามและหาคำตอบด้วยตัวเราเอง จากนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำต่อไปคือ…ลงมือทำเลย!

Read More

3 ข้อแก้ตัวที่ไม่ควรใช้เมื่อคุณอยู่ในที่ทำงาน!

Posted by on Jan 4, 2013 in ชีวิต-งาน | 0 comments

เบนจามิน แฟรงคลิน กล่าวว่า ?คนใดก็ตามที่ถนัดเรื่องการหาข้อแก้ตัว มักจะไม่ดีในเรื่องอื่นๆด้วย?

เป็นเรื่องจริงที่ว่า ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ทำงานกันเต็มเวลา จนบางครั้งเกิดเรื่องไม่คาดคิดที่ทำให้ไม่สามารถทำตามกำหนดเวลาได้ หรืออาจจะไปทำงานสายได้ แต่ขณะที่คุณต้องให้คำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คุณไม่ควรกล่าวคำแก้ตัว เพราะคำแก้ตัวไม่ได้ช่วยให้คุณรักษาหน้าตาคุณเอาไว้ได้ และที่สำคัญยังถือเป็นการเสี่ยงที่จะทำลายความสัมพันธ์ในที่ทำงานอีกด้วย หรือที่แย่ไปกว่านั้น จะเป็นการทำให้หัวหน้าเชื่อว่าคุณไม่มีความสามารถในการปฏิบัติงานอีกด้วย

แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่าง ?คำอธิบายกับคำแก้ตัว???

มีคำแก้ตัวไม่มากที่ใครๆก็ใช้กัน และทำให้คนฟังไม่เชื่อว่าคุณพูดความจริงเสียด้วย

ต่อไปนี้คือ 3 ข้อแก้ตัวยอดฮิต ที่มักจะได้ยินในทุกออฟฟิศ และเหตุผลว่าทำไมคุณถึงควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้ข้อแก้ตัวเหล่านี้

?1. มาสาย…แล้วโทษว่าเป็นความผิดของรถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดิน

ถูกต้องที่ว่า รถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดินอาจเกิดการขัดข้อง และคุณไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ถ้าเกิดเหตุขัดข้องถึง 9 ใน 10 ครั้ง คุณควรหาหนทางอื่นที่จะทำให้คุณมาทำงานได้ทันใช่หรือไม่ เพราะสำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆที่ โตแล้ว และมีความรับผิดชอบ คงจะมาคอยโทษว่าเป็นความผิดของรถสาธารณะที่ทำให้เรามาสายอยู่ตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้ ซึ่งถ้าคอยแก้ตัวแบบนี้ หัวหน้าของคุณคงไม่พอใจเป็นแน่

ดังนั้น ควรลองบอกเหตุผลอย่างจริงใจ ถึงแม้จะค่อนข้างเสี่ยง เพราะยังไงหัวหน้าของคุณก็เป็นปุถุชนเช่นกัน เขาคงเคยมีช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าเช่นกัน ดังนั้น บอกเหตุผลจริงๆกับหัวหน้าไปเลยดีกว่า เช่นว่า คุณเพลียมากจริงๆ เพราะการยอมรับตามตรง หมายความว่าคุณกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแทนที่จะโทษอย่างอื่นไปเสีย

2. ฉันกำลังรอสายจากคนสำคัญโทรกลับมา?

ใครที่ทำงานอยู่แผนกบัญชี หรือฝ่ายบุคคล หรือที่ทำการไปรษณีย์มักจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างมากที่สุด เมื่อไม่สามารถทำงานให้สำเร็จตามกำหนดการที่วางไว้

สิ่งสุดท้ายที่หัวหน้าอยากจะได้ยินเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งงาน หรือเมื่อพลาดกำหนดส่งงาน คือความผิดพลาดนั้นเกิดเพราะใครคนอื่น ยิ่งถ้าคุณมีหน้าที่ที่ต้องรายงานให้หัวหน้าทราบถึงความคืบหน้าหรือสถานะของโครงการที่ทำอยู่แล้วล่ะก็ หมายความว่าคุณต้องคอยดูให้แน่ใจอยู่เสมอว่างานทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ซึ่งก็หมายความว่าไม่ว่าคนอื่นจะทำอะไร คุณต้องแน่ใจว่างานยังดำเนินต่อไปได้

การที่คุณใช้ข้อแก้ตัวนี้ จะทำให้หัวหน้าเห็นว่าคุณไม่ได้เรื่อง และคุณยังเสียมิตรภาพกับบุคคลที่คุณกล่าวอ้างอีกด้วย

ดังนั้นที่ควรทำคือ รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ คอยติดตามอัพเดทความคืบหน้าของแต่ละคน รวมไปถึงความล่าช้าที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งคุณจะได้สรุปให้หัวหน้าทราบไว้ล่วงหน้า

3. ฉันไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไปดี

ข้อแก้ตัวนี้ เป็นอภิมหาข้อแก้ตัว และไม่ควรที่จะใช้เป็นอันขาด การยอมรับว่าคุณไม่รู้บางอย่างตั้งแต่เริ่มโครงการ และตามด้วย ?ช่วยสอนวิธีทำหน่อยค่ะ? เป็นเรื่องที่รับได้ แต่หากไม่พยายามศึกษาเพิ่มเติมในสิ่งที่คุณไม่รู้ และปล่อยปละละเลยจนทำให้งานเสียนั้น เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้

เมื่อคุณไม่รู้ ก็ควรเริ่มศึกษาหาความรู้ แต่ถ้าหากยังเกิดความติดขัด ก็ควรลองถามผู้รู้ ให้เขาให้คำแนะนำกับคุณ เพื่อที่คุณจะได้ทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่น

และที่สำคัญ เมื่อครั้งต่อไปที่คุณได้รับมอบหมายงานที่คุณไม่ยังไม่เคยทำมาก่อน ควรบอกหัวหน้าไปเลยว่าคุณยินดีที่จะรับผิดชอบงานที่หัวหน้ามอบหมายให้ แต่ควรขอคำแนะนำจากหัวหน้าในทันทีว่า คุณควรถามจากผู้เชี่ยวชาญคนไหนในทีม ที่จะช่วยชี้แนะแนวทางให้คุณได้ เพราะหัวหน้าจะทราบดีอยู่แล้วว่าคุณไม่ได้รู้ทุกอย่าง แต่เขาอยากรู้ว่าคุณเต็มใจที่จะหาทางทำให้ตัวเองก้าวหน้าได้หรือไม่

 

Read More

Instamail Photos แอปฯ ส่งรูป (มากกว่า 5 รูปผ่านอีเมล์) บนไอโฟน

Posted by on Jan 3, 2013 in เว็บ-แอปฯ | 0 comments

ปัญหาเบสิกที่คนใช้ไอโฟนพบเจอก็คือ ไม่สามารถส่งภาพมากกว่า 5 รูปในคราวเดียวผ่านอีเมล์ได้ ทำให้ผู้รับต้องรับอีเมล์หลายๆครั้ง โดยเฉพาะกับผู้ทำงาน outdoor อย่างสถาปนิก ผู้จัดงานอีเว้นท์ หรือคนที่ทำงานกราฟฟิกและครีเอทีฟทั้งหลาย ซึ่งมักต้องแชร์ไอเดียมากมายให้กับทีมอยู่เสมอ ฯลฯ

แต่ตอนนี้มีแอปฯ ดีๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถส่งรูป มากกว่า 5 รูปผ่านอีเมล์จากไอโฟนได้แล้ว กับแอปฯที่ชื่อว่า Instamail Photos

วิธีการใช้งานก็ไม่ต่างจากการส่งรูปผ่านเมล์ด้วยวิธีเดิม เพียงแค่เปิดแอปฯ? Instamail Photos

จากนั้นก็จะเห็นรูปต่างๆ ที่อยู่ในเมนู Photo ให้กดเลือกที่รูปที่ต้องการจะส่ง กี่รูปก็ได้ (แต่ถ้ายิ่งมากก็ระวังจะส่งเมล์เข้าหาผู้รับไม่ได้ โดยเฉพาะกับเมล์บริษัทที่มักจะมีกำหนดให้รับเมล์ได้ครั้งละไม่เกิน 10-20 เมกะไบต์/อีเมล์) จากนั้นก็กดส่งได้เลย

แอปฯนี้ใช้ได้กับทั้ง ไอโฟน ไอพอด ทัช และไอแพด ราคาแอปฯละ 30 บาท ดาวน์โหลดได้ที่นี่?

Read More

เคล็ดไม่ลับส่งอีเมล์สมัครงาน

Posted by on Jan 2, 2013 in หางาน | 0 comments

หากคุณเห็นประกาศสมัครตำแหน่งงานที่คุณสนใจจากบอร์ด หรือเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งในรายละเอียดไม่มีอะไรนอกจากชื่ออีเมล์ให้คุณส่งไปหาคนๆหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งฝ่ายบุคคล หรือเจ้าของบริษัทเอง (ในกรณีบริษัทเล็ก) ดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนที่ง่าย แต่จริงๆ แล้วมีผลลัพธ์แค่ 2 อย่างคือ ไม่เปิดอ่าน หรือเปิดอ่าน ซึ่งแน่นอนว่าใครๆ ก็ต้องกลัวแบบแรกเป็นที่สุด

ดังนั้นทำอย่างไรที่จะทำให้อีเมล์ของเราสะดุดตาผู้รับ ลองดูเคล็ดลับ 2 ข้อต่อไปนี้ค่ะ

หัวเรื่องสำคัญที่สุด

แน่นอนว่าชื่อและอีเมล์ของคุณเขาไม่รู้จัก ดังนั้นตรงส่วนของ Subject คือจุดเดียวที่จะดึงดึดให้นายจ้างเปิดอ่าน ดังนั้นการเขียนหัวเรื่องอีเมล์อย่าง ?สวัสดีค่ะ? หรือ ?สนใจสมัครงาน?อาจจะทำให้คุณตกม้าตายได้ทันที

ดังนั้นโปรดเขียนให้ชัดเจนว่าอีเมล์นี้คือ การสมัครงาน เช่น ?สนใจสมัครงานตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายการตลาด Job ID 443?

เนื้อเรื่องต้องสั้น และชัดเจน

หลังจากเขาเปิดอ่านอีเมล์ของคุณเพราะหัวข้อที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่คุณจำเป็นต้องเขียนให้เคลียร์อีกสเต็ปก็คือ เนื้อหาภายในอีเมล์ ที่จะต้องสุภาพ สั้น กระชับ และตรงประเด็น

-?มีการเกริ่นนำ: เช่น สวัสดีค่ะคุณ (หากทราบชื่อก็ควรใส่ไปเลย) หรือหากส่งช่วงเทศกาลก็ควรพูดถึงด้วย เช่น สวัสดีปีใหม่ สวัสดีวันตรุษจีนค่ะ เป็นต้น

-?แนะนำตัวเอง: ก่อนอื่น ดิฉันขออนุญาตแนะนำตัวเอง ดิฉันชื่อ…. มีประสบการณ์ทำงานด้านการตลาดกับบริษัท…..มา 3 ปี โดยงานถนัดที่สุดคือ ……….. ผลงานที่โดดเด่นคือ…………

-?บอกวัตถุประสงค์: ดิฉันได้ทราบข่าวการสมัครตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายการตลาดมาจาก………

-?ให้ลิงก์/ไฟล์ที่จำเป็น: ดิฉันขอแนบลิงก์/ไฟล์ประวัติส่วนตัว มาให้ท่านพิจารณาค่ะ ในส่วนนี้ขอแนะนำว่าปีนี้คุณควรจะเริ่มฝากประวัติไว้ที่ Linkedin.com จะทำให้นายจ้างคลิกดูประวัติคุณและติดต่อคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น (อ่านวิธีฝากประวัติไว้ที่ Linkedin.com ที่นี่)

- ใส่คำลงท้ายที่เก๋ๆ:?คำลงท้ายนอกจากคำว่า ด้วยความเคารพอย่างสูงแล้ว ก่อนหน้านี้คุณอาจจะเพิ่มเติมแบบใส่ลูกอ้อนไปว่าคุณได้สนใจในกิจการของบริษัทจริงๆ เช่น “ดิฉันได้ติดตามข่าวสารของบริษัทมาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วงออกแคมเปญใหม่ เป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมมาก หากมีโอกาสก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานค่ะ” เป็นต้น

ข้อดีของปีใหม่คือ การที่ทำให้เราได้ฮึด และเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิตอีกครั้ง และเมื่อใดที่คุณได้ทำงานที่เป็นสุขต่อหัวใจ ชีวิตทุกวินาทีคือความแฮปปี้ที่ใครๆ ต้องอิจฉาค่ะ

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการได้ทำงานที่ฝันไวๆ นะคะ

อ่านเคล็ดลับการส่งอีเมล์อื่นๆ ได้ที่นี่

3 เคล็ดลับการส่งอีเมล์?ยุ่งแค่ไหนก็ต้องเปิดอ่าน

รวม 10 ข้อผิดพลาดสุดฮิตในการส่งอีเมล์

Read More

9 สิ่งที่คุณควรทำวันนี้ เพื่อผลที่ดีกว่าในวันพรุ่ง

Posted by on Dec 29, 2012 in ชีวิต-งาน | 0 comments

คุณต้องการเงินเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ วิธีง่ายๆ ก็ต้องทำงานมากขึ้น

อย่างน้อยก็ฟังดูง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ค่อนข้างยาก สำหรับผู้มีอาชีพอิสระ รายได้มักจะขึ้นอยู่กับผลงาน และปริมาณผลผลิต คุณผู้อ่านคงเคยอ่านหลายบทความที่เกี่ยวเนื่องกับการทำอย่างไรให้เพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น แต่มีบทความจำนวนน้อยที่กล่าวถึงการปิดงานในแต่ละวัน เพื่อให้คุณทำงานได้เพิ่มขึ้นในวันรุ่งขึ้น

ลองอ่าน 9 ขั้นตอนต่อไปนี้ที่คุณควรทำทุกวันก่อนเลิกงาน เพื่อให้การทำงานของคุณมีผลลัพธ์เพิ่มขึ้นในวันถัดไป

การที่จะทำงานได้มากขึ้นนั้นก็ขึ้นอยู่กับการสร้างนิสัยที่ดีในการทำงาน ถ้าคุณปฏิบัติตาม 9 ขั้นตอนเหล่านี้ในแต่ละวัน ก่อนที่คุณจะเลิกงาน ก็จะช่วยให้คุณทำงานได้มากขึ้นในวันต่อไป และยังช่วยสร้างนิสัยที่ดีอีกด้วย

1. ทำความสะอาดที่ทำงาน เริ่มจากพื้นที่รอบๆ โต๊ะทำงานก่อน?ใช้เวลา 2-3 นาทีก่อนกลับบ้านเพื่อจัดระเบียบให้ออฟฟิศของคุณ เช่นเก็บกระดาษที่ไม่ใช้แล้วทิ้งลงถังขยะ เก็บเอกสารที่จำเป็นเข้าแฟ้มให้เรียบร้อย การเริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะความยุ่งเหยิงจะทำให้การทำงานสะดุดลงได้

2. เช็คอีเมล ขณะที่หลายคนอาจจะแนะนำว่าไม่ควรเช็กอีเมลก่อนกลับบ้าน แต่จริงๆ การเช็กอีเมล ตอนเย็นก็ช่วยให้คุณได้พักสมอง และให้คุณได้ผ่อนคลาย ลบอีเมลขยะและแยกอีเมลสำคัญที่คุณตอบกลับในแต่ละวัน จดโน้ตว่าอีเมลไหนบ้างที่คุณยังคงต้องตอบ เพื่อให้คุณได้รู้ว่าวันรุ่งขึ้นนี่คือสิ่งที่คุณต้องทำอันดับแรก

3. เช็กข้อความในโทรศัพท์ คุณควรเคลียร์ข้อความในโทรศัพท์เหมือนอย่างที่คุณทำกับอีเมลก่อนกลับบ้าน และอย่าลืมโน้ตไว้ด้วยว่าคุณต้องโทรกลับไปที่ไหนบ้างในวันรุ่งขึ้น และลบข้อความที่ฝากไว้ที่คุณได้ตอบไปเรียบร้อยแล้ว

4. จดโน้ตถึงสิ่งที่คุณลืมหรือต้องทำ?การทำแบบนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเมื่อคุณมีงานใหญ่ หรือความรับผิดชอบมากมาย การที่คุณสามารถรู้ว่าคุณขาดหรือต้องทำอะไรล่วงหน้า ก็จะทำให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

5. สำรองไฟล์งานของคุณเสมอๆ ถ้างานของคุณเคยหายไปเพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์ คุณคงเข้าใจดีว่าการสำรองข้อมูลสม่ำเสมอนั้นสำคัญแค่ไหน อันที่จริง ถ้าคุณไม่ได้สำรองข้อมูลเป็นประจำ คุณอาจจะพบว่าคุณต้องเสียเวลาทำงานมากขึ้นก็เป็นได้ ปัจจุบันการสำรองข้อมูลก็ทำได้ง่าย เพียงสั่งโปรแกรมให้ดำเนินการ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าให้เสียเวลา

6. ปิดเครื่อง ถอดปลั๊ก เมื่อคุณต้องการการหยุดพักจากการทำงาน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้น คอมพิวเตอร์ และมือถือก็ต้องการการพักบ้างเช่นกัน ดังนั้นเมื่อถึงบ้านแล้วควรทิ้งเรื่องงานไว้หน้าประตู แล้วอยู่กับตัวเอง

7. ทำบางอย่างเพื่อตัวเอง คุณควรอย่างยิ่งที่จะอนุญาตให้ตัวคุณได้พักผ่อนบ้าง จะช่วยให้คุณมีสมองที่เฉียบคมมากขึ้น ดังนั้น คุณควรทำให้ช่วงเวลาหลังเลิกงาน เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนจริงๆ ลองหาอะไรที่คุณทำแล้วรู้สึกสนุกสนาน เพื่อคุณจะได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

8. ตั้งนาฬิกาปลุก หากคุณเป็นคนที่ชอบเลื่อนเวลาที่ตั้งไว้ออกไป ก็ควรตั้งปลุกก่อนเวลาที่คุณต้องตื่นจริงๆ เพราะการนอนไม่เพียงพอจะมีผลกระทบต่อการทำงานของคุณ และเมื่อใดที่คุณสามารถตื่นเวลาเดิมได้ทุกวัน นาฬิกาในร่างกายของคุณก็จะได้รับการปรับให้สมดุลเช่นกัน

9. พักผ่อนบ้าง จากการวิจัยพบว่าคนที่ได้รับการพักผ่อนที่พอเพียงจะทำงานได้ดีกว่า และมีการตัดสินใจที่ดีกว่าคนที่พักผ่อนน้อย การขาดการพักผ่อนที่พอเพียงอาจจะส่งผลให้คุณป่วยง่ายอีกด้วย

เมื่อคุณปฏิบัติตามได้ทั้ง 9 ข้อ คุณก็จะเห็นได้ว่าคุณสามารถทำงานได้มากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย มาปรับตัวเป็นคนใหม่รับปีใหม่กันนะคะ

 

 

Read More